ตอนที่ 14 เจ้าของกิจการในฝัน บทที่ 2

วันนี้ค่อนข้างยุ่งพอตัวที่เดียวครับต้องไปคุยงาน 2-3 ที่แต่ที่ชอบคือแต่ละทีที่ไปมีรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT ผ่านหมดเลยทำให้สะดวกขึ้นเยอะและจัดการเรื่องเวลาได้อย่างลงตัวทีเดียวครับ เอาล่ะมาเข้าเรื่องเจ้าของกิจการในฝันในต่อดีกว่า ณ เวลานั้นหลังจากที่ลาออกมาแล้วสิ่งที่ต้องคิดในเรื่องตัวเงินว่าจะมีที่มาของรายได้ของกิจการและการเลี้ยงตัวเองได้ยังไงบ้างอันนี้เป็นหัวข้อคราวๆ เพื่อให้เป็นแนวทางของใครที่คิดจะเป็นเถ้าแก่มือใหม่ในการวางแผนการเงินละกันนะครับ

สินค้าที่ผมทำตอนนั้นเป็นของสด Pack เป็นถุงๆ ครับแล้วส่งให้ตาม Super Market ต่างๆ ทั้งในห้างและนอกห้าง และส่งตามร้านอาหารต่างๆ และมีการออกงานแสดงสินค้าบ้างเป็นครั้งๆ รวมถึงการเปิดบูธขายในห้างบริเวณหน้า Super ตอนนั้นแรงงานหลักมี 2 คนและหุ้นส่วนอีก 2 คนเป็นแรงงานเสริมครับ หน้าที่ก็ทำทุกอย่างตั้งแต่เด็กยกของ คนส่งของ พนักงานขาย Marketer พนักงานบัญชี เพราะต้องการประหยัดให้มากที่สุด งั้นเรามาดูที่มาของรายได้และค่าใช้จ่ายกัน

รายได้  ผมขอเสนอควบคู่กันไปทั้งของบริษัทและของตัวเองนะครับ(ในฐานะพนักงานของบริษัทตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ)

               รายได้บริษัท ได้จากการขายสินค้าให้กับ Super Market ต่างๆ และขายส่งสินค้าให้ตามร้านอาหาร

               รายได้ส่วนตัว ได้จากเงินเดือนซึ่งตอนนั้นกำหนดให้ตัวเองน่าจะเดือนละ 8,000 บาท(น้อยกว่าเงินเดือนที่เคยได้อยู่หลาย……ทีเดียวครับ) แต่เพื่อให้บริษัทที่เริ่มใหม่สามารถไปได้เลยต้องตัดใจให้เงินต่ำไว้ก่อน ใครทำงานคนนั้นได้เงิน ใครมาช่วยแบบเสริมไว้รอเงินปันผลครับ นั่นคือกติกาที่เรากำหนดกัน

 

ค่าใช้จ่าย อันนี้ผมอาจจะแบ่งแปลกจากที่หลายๆ คนคุ้นเคยตามหน้างบการเงินหรือบัญชีไปหน่อยเผื่อใครที่ยังไม่คุ้นเคยกับเรื่องงบการเงินจะได้ผูกเรื่องกันได้ไม่ยากนัก

ค่าใช้จ่ายที่มาพร้อมกับการขาย ค่าใช้จ่ายที่ท่านๆ ต้องเจอแน่ๆถ้าจะขายของผ่านห้างสรรพสินค้าต่างๆ

ตัวแรกคือ GP(Gross Profit) ที่ห้างจะขอจากเราซึ่งจะมีตั้งแต่ 20-30% สำหรับของสดและจะมากกว่านั้นถ้าเป็นสินค้าในกลุ่มอื่น วิธีการคิดคือ ถ้าราคาขายสินค้าเราห่อละ 100 บาทแล้วเราต่อรองค่า GP ได้ที่ 25% แปลว่าเวลาออกบิลจะออกที่ราคาส่ง 75 บาท

ตัวที่ 2 คือ Credit term ที่ผมเอาเข้าหมวดเป็นค่าใช้จ่ายก็เพื่ออยากให้ทุกคนระวังเรื่องเงินหมุนให้ดีเพราะคำว่า Credit term 30 วันของห้างคือนับตั้งแต่วันที่วางบิลไปแล้ว 30 วันซึ่งแต่ละห้างจะมีรอบการวางบิลที่ไม่เหมือนกัน บางห้างให้วางได้ตั้งแต่ 10-15 ของเดือนถ้าพลาดไปก็ต้องรอเดือนหน้าเลย และประเด็นที่พลาดบ่อยๆ สำหรับมือใหม่คือออกเอกสารผิด หรือเอกสารระหว่างเรากับในระบบไม่ตรงกัน กว่าจะไปไล่แก้ที่ฝ่ายจัดซื้อหลายครั้งก็ทำให้เลยวันที่วางบิลไปแล้วก็มี แต่ถ้าคุ้นแล้วอันนี้คงผิดน้อยลงครับ เอาล่ะมาดูที่ตัวอย่างเรื่องวันที่กันต่อถ้าสินค้าเราส่งก่อนวันที่ 10 ไม่กี่วันเช่น วันที่ 7-9 หรือระหว่างวันที่ 10-15 ในช่วงที่วางบิล ได้ก็จะเงินอยู่ที่ 30-40 วันหลังจากที่ส่งของ แต่ถ้าต้องไปเติมของให้ห้างระหว่างวันที่ 16-30 ก็บวกวันเพิ่มเข้าไปก็จะกลายเป็น credit ที่เราต้องให้ห้างคือ 45-60 วันเชียวนะครับ ดังนั้นต้องคำนวณรอบการหมุนของเงินให้ดีด้วย หรือถามเรื่องการวางบิลและจ่ายเงินของแต่ละที่ให้ก่อน เพราะจะได้วางแผนเรื่องการหมุนเงินได้ถูกต้อง

ตัวที่ 3 คือ ค่าส่งเสริมการขาย อันนี้จะเป็นลูกเล่นที่ทางห้างบอกให้เราควรจะจ่ายเพื่อเป็นการช่วยเรา Promote สินค้าเช่นทำป้ายพิเศษที่ซุ้มสินค้าให้ หรือลงในเอกสารแจก ใบปลิวต่างๆ แต่ละที่ก็คิดต่างกันไป อันนี้ต้องดูให้ดีอย่างตอนนั้นที่ผมโดนคือ ต้องหักอีก 1% จากยอดขายที่เราขายได้

ตัวที่ 4 คือสินค้าคืน เนื่องจากสินค้าที่ผมขายเป็นสินค้าสดและมีวันหมดอายุ รวมทั้งเรื่องสินค้าที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมขาย อย่างเช่น มีลูกค้าจะซื้อแล้วไม่เอาเลยเอาไปฝากไว้ตามมุมต่างๆ กว่าพนักงานจะเจอแล้วเอามาใส่ในตู้เย็นสินค้าก็เสียแล้ว….หรือบางทีตู้แช่เย็นของทางห้างมีปัญหาแต่เราไม่รู้หรอกครับว่าตอนไหนที่เป็นจะรู้ก็ตอนที่เขาสั่งให้เราไปเติมสินค้าแล้วก็มีสินค้าที่จะมาของ Turn กับเรา อันนี้ถ้าเป็นไปได้ให้ตีต้นทุนไว้ 1-2% แล้วพอจับทางได้ก็ค่อยมากำหนดให้ใกล้เคียงของจริงอีกที่ครับ

ตัวที่ 5 ค่าบริการโอนเงิน เนื่องจากหลายๆ ห้างได้ทำการ Outsource เรื่องการตามบิลและการโอนออกไปให้บริษัทภายนอก อย่างเช่น Citibank หรือบริษัทในเครือที่ดูแลเรื่องนี้ทำแทน Suppliers อย่างเราก็ต้องโดนค่าทำเนียบในการจัดการเรื่องนี้ อันนี้ไม่มากมายนัก หรือถ้าเราจะขี้เหนี่ยวไปรับเช็คเองทุกครั้งก็ได้ครับจะไม่โดนหักค่าบริการนี้ แต่วันนั้นจะต้องไปรอแต่หัววันพร้อมกับ Messenger อีกหลายสิบชีวิตที่เดียวครับ ด้วยความงกช่วงแรกก็ไปรับเองหลังๆ ก็เปลี่ยนให้เขาโอนให้

อันนี้ตัวอย่างเบาะๆ นะครับ จำนวนเงินที่คิดว่าขายแล้วจะได้เท่านั้นเท่านี้แป๊ะๆ ที่จริงแล้วยังมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอยู่ไม่น้อยที่เดียว ดังนั้นตอนทำสัญญาต้องถามไปถึงเรื่องระบบการจ่ายเงินให้ดีด้วยนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้เรามาดูค่าใช้จ่ายอื่นๆ กันต่อ…….

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s