คุณมีเงินพอใช้หรือเปล่า??

หลังจากที่วัดความมั่งคั่งด้วยวิธีการง่ายๆ ตามเนื้อหาเรื่องความมั่งคั่งไปแล้ว แต่วิธีการนี้บางคนอาจได้ความมั่งคั่งเป็นบวกมากมายแต่พอมาดูเงินในกระเป๋ากลับไม่พอใช้ แล้วมีสาเหตุมาจากอะไร ลำดับแรกเรามาดูที่วิธีการคำนวณความมั่งคั่งเดิมกันกันก่อน

ความมั่งคั่ง” = ทรัพย์สินทั้งหมดที่มี –หนี้สินทั้งหมดที่มี

การมีความมั่งคั่งเป็นบวกนั้นดีแต่เราจะมีเงินใช้ก็ต่อเมื่อขายสินทรัพย์เหล่านั้นออกไป แล้วถ้าไม่อยากขายล่ะ??? แสดงว่าเราต้องหารายได้จากทรัพย์สินที่มีอยู่ที่เขายังไม่หายไปไหนหรือครอบครองทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้ให้เราได้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างรายได้จากทรัพย์สินต่างๆ เช่น ดอกเบี้ย(ทั้งดอกเบี้ยเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้)  เงินปันผล(จากเงินฝากสหกรณ์ หรือจากส่วนของหุ้นที่ได้ซื้อหรือลงทุนไว้) ค่าเช่า(ค่าเช่าบ้าน Condo รถ) ค่าลิขสิทธิ์(เพลง หนังสือ) รายได้จากการลงทุนอื่นๆ (กิจการของตัวเอง กับเพื่อน) ซึ่งถ้าเรานำรายได้เหล่านี้มารวบกันแล้วมีมูลค่ามากกว่ารายจ่ายประจำ แสดงว่าคุณมีความมั่งคั่งเพียงพอในระดับหนึ่งแล้ว หรือถ้าจะดูสูตรก็จะได้

 

อัตราส่วนความมั่งคั่ง =  รายได้จากทรัพย์ทั้งหมด หารด้วย รายจ่ายทั้งหมด

 

การใช้สูตรนี้จะต้องคำนึงถึงระยะเวลาเดียวกันของทั้งรายได้จากทรัพย์และรายจ่าย เช่น ต่อเดือน หรือต่อปี เป็นต้น ถ้าผลที่ได้ออกมามีค่ามากกว่า 1 นอกจากจะบอกได้ว่าคุณมีความมั่งคั่งเพียงพอในระดับหนึ่งแล้วคุณจะยังได้ชื่อว่าเป็น “ผู้มีอิสรภาพทางการเงิน” เพราะถึงแม้คุณจะไม่ทำงานแต่คุณก็ยังมีรายได้จากทรัพย์สินมากพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้ และผมก็เชื่อว่าทุกคนอยากได้ชื่อว่า เป็นผู้มีอิสรภาพทางการเงิน ทั้งนั้น

 

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องสูตรแล้วมีอีกสูตรที่อยากแนะนำให้รู้จักกันไว้อีกตัวคือ ความอยู่รอด อัตราส่วนตัวนี้จะช่วยบอกเราว่าเรามีรายรับเพียงพอกับรายจ่ายหรือไม่โดยที่มาของรายรับนั้นจะมาทั้งจากเงินเดือนและเงินที่ได้จากทรัพย์สินที่มี  ถ้ารายได้รวมทั้ง 2 มากกว่ารายได้จ่ายแล้ว แสดงว่าคุณยังมีเงินพอใช้จ่ายได้ แต่ถ้าติดลบแสดงว่าคุณมีอาการไม่ค่อยจะสู่ดีแล้วล่ะ เพราะคุณมารายจ่ายมากกว่ารายรับ วิธีการคิดเรื่องความอยู่รอดจะได้เป็นสูตรตามนี้

 

   อัตราส่วนความอยู่รอด = (รายได้จากเงินเดือน + รายได้จากทรัพย์สิน) หารด้วย รายจ่าย

 

อันนี้ต้องใช้ช่วงเวลาเดียวกันในการคิดนะครับ ถ้าคิดเป็นรายได้ต่อเดือน ค่าใช้จ่ายก็ต้องเป็นต่อเดือนเช่นกัน และเมื่อใดก็ตามที่เรายังต้องพึ่งพารายได้จากส่วนของเงินเดือนหรือจากงานประจำมากกว่ารายได้จากทรัพย์สินแล้วก็แสดงว่าคุณยังอยู่ห่างไกลจากคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” อยู่พอสมควรทีเดียวครับ

 

ปล. การมีอิสรภาพทางเงิน ไม่ได้หมายความว่า คุณจะมีชีวิตที่มีความสุขเสมอไปนะครับ เพราะชีวิตที่มีความสุขของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน การมีอิสรภาพทางการเงินอาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนเรามีความสุขได้เท่านั้นเอง ดังนั้นผมอยากให้ทุกคนลองหาจุดสมดุลของการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกๆ วันด้วยนะครับ

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s