Outsource ความเสี่ยง

ผมคิดว่าหลายท่านที่ได้อ่านบทความต่างๆ ที่เขียนใน moneydee มาแล้วคงทำให้ท่านพอจะรู้และเข้าในการจัดการเงินทองของตัวเองมาในระดับหนึ่งแล้ว และผมยังคาดหวังอีกกว่าตอนนี้หลายๆ ท่านคงเริ่มแบ่งส่วนของเงินเก็บตามสูตรที่ได้แนะนำไปในหัวข้อ “สร้างนิสัยการออม” แต่การใช้ชีวิตในสังคมและสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนี้ช่างอยากลำบากยิ่งนัก โดยเฉพาะเรื่องอุบัติเหตุและโรคภัยไขเจ็บต่างๆ ในหลายๆครั้งฟังเพื่อนๆเล่า บางทีการไม่สบายหนึ่งครั้งนั้นทำให้ต้องจ่ายเงินเก็บที่เก็บมาเกือบหมด ดังนั้นถ้าเรามาทำความรู้จักกับเรื่องประกันให้ดี ก็น่าจะเป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยเราให้จ่ายเงินน้อยลงหรือไม่ต้องจ่ายเงินก้อน ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องเสียเงินจริงๆ

การประกันนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ

        1. การประกันวินาศภัย (Non-Life Insurance) คือ การประกันภัยที่ใช้ทรัพย์สิน วัตถุหรือความรับผิดเป็นเหตุให้เกิดการชดใช้เงินตามสัญญา เช่น ประกันรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ประกันการโจรกรรม ฯลฯ

2. การประกันชีวิต (Life Insurance) คือ การประกันภัยที่อาศัยชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพ อนามัยของผู้ทำประกันเป็นเหตุให้เกิดการชดใช้เงินตามสัญญา        เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ ฯลฯ

ที่นี้เรามาดูขั้นตอนการคิดให้ดีก่อนที่จะทำประกันกันนครับ

  1. ต้องดูว่าเรามีภาระอะไรบ้าง ทั้งภาระค่าใช้จ่ายและภาระหนี้สิน เช่น ต้องสะสมเงินเป็น ค่าเล่าเรียนของลูก ต้องออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ
  2. ซื้อประกันให้ตรงกับความต้องการ และวัตถุประสงค์ของตนเอง ยิ่งทุกวันนี้มีประกันมากมายหลายชนิด แถมแต่ละชนิดยังมีลูกเล่นที่แตกต่างกันออกไป จึงไม่มีใคร บอกได้ว่าประกันแบบไหนที่จะเหมาะกับเรามากที่สุด… นอกจากตัวเราเอง บางคนไม่เน้นว่าจะได้ผลตอบแทนคืนเท่าไหร่ แต่ขอให้ตอนเจ็บไข้ได้ป่วยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ส่วนบางคนเน้น ว่าจะได้ผลตอบแทนมากหน่อย ไม่เน้นเรื่องรายละเอียดคุ้มครอง ขณะที่บางคนนึกถึงคนที่อยู่ข้างหลังมากที่สุด ว่าจะได้รับ ผลประโยชน์มากน้อยแค่ไหน จึงไม่มีคำตอบที่แน่นอนตายตัวสำหรับผู้ทำประกัน
  3. ให้ทำแบบพอดีๆ มีกำลังส่งไปตลอดรอดฝั่ง เพราะการทำประกัน อาจต้องใช้ระยะเวลายาวนานพอสมควร ฉะนั้น ถ้าคุณคิดว่าเป็นภาระที่ต้องจ่ายในระยะยาว ก็ลองคำนวณรายรับรายจ่ายของตัวเองดูว่าในแต่ละเดือนหรือปีนั้น คุณมีกำลังส่งค่าเบี้ยประกันได้เท่าไหร่ที่จะไม่ “เกินตัว” อย่างน้อยๆ ลองเจียดเงินสัก 10% ของรายได้มาทำประกันก็ถือว่าไม่มากเกินไป เมื่อมีรายได้มากขึ้นค่อยทยอยซื้อประกันเพิ่มขึ้น
  4. ควรทำประกันให้ครอบคลุมความเสี่ยงและภาระ ทางการเงินทั้งหมด พร้อมสำรวจสวัสดิการที่มีอยู่ควบคู่ไปด้วย เป็นต้นว่า… คุณมีสวัสดิการที่ดีจากที่ทำงาน หรือประกันสังคม คุ้มครองในบางส่วนอยู่แล้ว ก็ใช้วิธี ซื้อเพิ่ม” ในส่วนที่คุณขาดไปและต้องการ จะได้ไม่ต้องเสียค่าเบี้ยประกันเกินความจำเป็น

ไม่ว่าเราจะเลือกแบบการประกันแบบไหนก็ตาม… ขอให้ศึกษากรมธรรม์อย่างรอบคอบ จะได้รู้ว่าเงื่อนไขของประกันที่เราเลือกนั้น ให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง และเราจะได้รับประโยชน์มากน้อยแค่ไหน คุ้มกับเงินที่จ่ายไปหรือไม่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s